๓
เป็นได้ถึงเพียงนี้
นับจากที่เรานั่งริมสระน้ำวันนั้น อย่างหนึ่งที่ทำให้ผมมั่นใจมากคือความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ผมชอบพี่ผิงแน่แล้วอีกทั้งมันยังรุนแรงมากมายอีกด้วย และอย่างหนึ่งที่ผมไม่รู้แน่แต่พอจะเดาได้คืออนาคตของความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้น หากมันไม่หยุดอยู่ที่การเก็บงำไว้คนเดียวมันก็คงถูกประหารเหมือนนักโทษฉกรรณที่ถูกหาตัวพบ ผมนึกไม่ออกว่าพี่ผิงจะว่าอย่างไร แต่ที่แน่ๆมันคงจบลงที่ความเจ็บปวด
ผ่านพ้นวันนั้นมาสี่เดือนเต็ม เรายังคงมีกิจวัตรเดิมๆ ซึ่งแต่ก่อนมันเป็นเพียงกิจกรรมที่เรา ทำบ่อย ไม่ใช่ ทำประจำ เหมือนเดี๋ยวนี้
อาจนับว่าโชคดีได้ที่พี่ปาเพื่อนร่วมบ้านพี่ผิงต้องไปเก็บข้อมูลเพื่อทำวิทยานิพนธ์ที่บ้านเกิดถึงสองเดือนดังนั้นเวลาทั้งหมดจึงเป็นของผม เที่ยงตรงผมไปรับพี่ผิงกินข้าว บ่ายหนึ่งมาส่งที่บ้าน ห้องสมุด คณะ หรือที่ไหนๆแล้วแต่เธอจะบัญชา หนึ่งทุ่มผมไปรับเธอมาเล่นปิงปอง กินข้าวเย็นร่วมกับเพื่อนคนอื่นๆ สี่ทุ่มส่งถึงบ้าน บางครั้งผมก็นั่งต่อจนเที่ยงคืนบางครั้งก็กลับก่อน ผมได้ใกล้เธอมากและมากขึ้น โอกาสเปิดกว้างราวกับมือของใครบางคนจัดวางให้จังหวะเวลามันอำนวยแก่ผมเเพียงคนเดียว ผมมิได้ฉกฉวยทว่ามิได้หลีกหนี มันดำเนินเนิบนาบตามครรลองของมัน
ถึงวันนี้ถามว่าผมรู้สึกอย่างไร มันคล้ายความว่างเปล่าของสุญญากาศ
ไม่ผิดหวัง ไม่สมหวัง
ถ้าอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆผมจะสมหวังสักวันไหมน่ะหรือ ? ผมเองก็ได้แต่หวังลึกๆว่าจะเป็นเช่นนั้น ถ้าหมอนั้นมันไม่โผล่มาเสียก่อน มันเป็นใครมาจากไหน ? มันก็เป็นเพื่อนเก่าพี่ผิง รุ่นพี่มหาวิทยาลัยเดียวกับผม ก่อนเก่าเขาเล่าต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่งสองคนนี้เคยรู้จักมักคุ้นกันจากการลงมาฝึกงานที่หาดใหญ่ของพี่ผิง ผมเคยถามเธอว่า
นี่เจ๊ทำไมลงมาฝึกงานไกลจัง
ก็ถือโอกาสมาเที่ยวไง เคยมาเสียที่ไหนล่ะภาคใต้
จริงเร้อ..มาหาหนุ่มๆสิไม่ว่า
แหวะ...คนใต้มีแต่ดำๆใครจะคิดถ่อลงมาถึงหาดใหญ่ล่ะยะ
โห...เค้าขาวกว่าตัวเองละกัน
ก็นั่นน่ะสิ ตอนแรกก็แค่จะมาเที่ยว แต่พอมาถึงหนุ่มใต้ก็หล่อไม่เบาเลยแฮะ ยัยปาคาบไปได้หนึ่งคนเลยล่ะ
อ้อพี่คนนั้นใช่ไหม ที่ตัวโตๆดำๆน่ะ
เออๆนั่นล่ะๆ
แล้วเจ๊ล่ะหาได้กะเขาไหม
ก็พอจะมีนะ แต่ก็แค่เพื่อนสนิท
เธอเล่าต่อว่าคล้ายๆว่าจะชอบพอกัน แต่แล้วก็ไม่ได้ลงเอยอย่างที่ควรจะเป็น ผมเคยเจอหมอนั่นหนหนึ่ง เป็นผู้ชายหน้าขาว พูดน้อยยิ้มเก่ง ท่าทางสุภาพแต่ชอบออกคำสั่ง พี่ผิงกลับมาพูดถึงหมอนั่นอีกครั้งเมื่อต้นปี ตอนนั้นผมยุส่งให้พี่ผิงลุย ตอนนี้นับว่าโชคดีที่พี่ผิงขี้เหนียวค่าโทรศัพท์เลยไม่ได้รุกมากไปกว่าการนั่งนึกคิดเอาเฉยๆ
พี่ผิงมีความแปลกอยู่อย่าง คือเมื่อคิดถึงใครมากๆแล้วนึกอยากโทรหา แต่เพียงแค่คิดจินตนาการว่าจะพูดอะไรกับใครคนนั้นบ้าง หล่อนก็จะรู้สึกเหมือนได้โทรแล้ว ความคิดถึงประดามีที่พร่ำบ่นไปเมื่อครู่จะจางหายไปราวกับได้พูดได้คุยไปแล้วจริงๆ ผมก็ได้แต่ภาวนา สาธุ ..... อย่าคิดถึงผมมากๆอย่างนั้นเลย เอาแต่เพียงน้อยๆ เอาแต่เพียงคิดถึงเพราะมีธุระแล้วโทรหาจริงๆเลยจะดีกว่า แบบนั่งทางในให้หายคิดถึงน่ะเอาไว้ใช้กับคนอื่นเถ้อะ.........
ไม่รู้เป็นอย่างไรผมเป็นฝ่ายกลับมาพูดถึงหมอนั่นอีกครั้ง ยุยงส่งเสริมขึ้นอีกครั้ง เพื่ออะไรกันผมถามตัวเองแต่แล้วก็ตอบไม่ได้
พี่ผิง โทรหาพี่โอมหรือยังไม่ลองไม่รู้นะ ผมพูดขึ้นในค่ำวันหนึ่งขณะที่เราซ้อนรถกลับมาจากตีปิงปอง
โทรสิโทรแต่เอาไว้พรุ่งนี้ก่อน
ทำไมต้องพรุ่งนี้คิดแล้วต้องโทรเลย พูดไปก็อยากถีบปากตัวเอง แต่ตัวไม่อ่อนพอที่จะยกเท้ามากระแทกปาก ปากเลยรอดไป
เหรอ ... เธอทอดเสียงเหมือนคิดตาม
เชื่อผมเถอะ ผมเชียร์ใครเป็นสำเร็จทุกราย แน่ะปากหนอปากมันน่าตบให้เลือดกลบปาก ติดอยู่ที่สองมือต้องประคองมอเตอร์ไซคล์ไว้เท่านั้น
ฮือ .. แต่ความจริงรอสักสองสามเดือนดีกว่าเดี๋ยวพี่โอมก็จะย้ายมาหาดใหญ่แล้ว ไม่น่าเกินปลายเดือนหน้านะ เธอว่าน้ำเสียงมีความหวัง ผมหน้าเครียดขึ้นมา ( มันจะย้ายมาหรือนี่ สมน้ำหน้าตัวเอง ) ดีที่เธอนั่งซ้อนท้ายจึงไม่สังเกตเห็น
รอไปทำไมลุกก่อนได้ก่อน ผมยังทำใจแข็งว่าไปด้วยน้ำเสียงที่แน่ใจว่าเป็นปกติที่สุด
เอาน่า โทรตอนนี้เปลือง เอาไว้ก่อนดีกว่านะ รับรองอีกสองเดือนทำแน่ เธอผลัดผ่อนราวกับเป็นภาระที่ต้องกระทำให้ โธ่ .. ที่จริงผมไม่ได้อยากให้มันเป็นอย่างนั้น ไม่อยากให้เธอพูดถึง โทรหา แม้กระทั้งคิดถึงก็ยังไม่อยากให้มี
ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ ปากอย่างใจอย่างไปได้อย่างไร ทำร้ายจิตใจตัวเองไปทำไม แต่ทุกวันทุกบ่อยผมก็ยังคงเย้าแหย่ให้เธอทำตาม
จะเป็นไปได้ไหมที่ว่าผมอยากจะบอกให้เธอรู้ ให้เธอเข้าใจว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น ความจริงผมอาจจะอยากพร่ำพูดถึงความรักระหว่างเรา แต่กลับกลายเป็นพูดถึงความรักระหว่างเธอกับเขาไป เธอเองก็ดูว่านอนสอนง่ายเหมือนจงใจแกล้ง บอกให้รักให้ชอบใครก็ทำตามอย่างหน้าระรื่นครื้นเครง ราวกับสนุกไม่กลัวเจ็บไม่กลัวปวด ผมเสียอีกพูดไปแล้วก็มานั่งเจ็บกระดองใจเสียวันละหลายหน แต่แล้วมันก็พูดออกไปอีกจนได้
ว่าไงพี่โอม ผมเปลี่ยนชื่อให้พี่ผิง
บ้า พี่โอมบ้าอะไรเล่า เธอทำเป็นอาย
แน่ะๆ เขิน เด็กทำน่ะน่ารักคนแก่ทำน่ะ ........... เว้นไว้เป็นที่เข้าใจ พี่ผิงก็เข้าใจแล้วฟาดผั๊วแรงๆที่กลางหลัง ดี ดีพี่ ! ตีมันแรงๆ ปากดีนักโดนอย่างนี้เสียบ้างก็ดี เจ็บกายดีกว่าเจ็บใจ ไอ้คนไร้ความคิดอย่างผมมันต้องถูกลงโทษให้เจ็บทั้งกายทั้งใจ
เฮ้อ .. ความรักมันเป็นอย่างนี้หนอ เอ๊ะความรัก ผมเรียกมันว่าความรักหรือ ? ผมยังไม่ถึงขั้นรักพี่ผิงนี่นา
คงจะจริงอย่างที่พี่ผิงว่า แม้ไม่ถึงขั้นรักเราก็รู้จัก ความรัก ได้ แท้จริงแล้ว ชอบ ก็คือความรัก รักก็คือความรักมันคงเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ผมพบมันมาบ่อยครั้ง ผิดหวังมากกว่าสมหวังแต่ไม่เคยหมดหวัง ไม่ได้ลองไหนเลยจะถอยหนี แต่ครั้งนี้เพียงคิดยังไม่กล้า ทำไมหนอ ? เพราะวิญญาณบริสุทธิ์ที่พี่ผิงอ้างว่าพวกเรายึดถืออย่างนั้นหรือ ? ผมละอายต่ออะไรกัน หรือผมละอายต่อมัน
ไม่นี่สำหรับผมแล้วไม่มีวิญญาณบริสุทธิ์ที่ว่า ผมหยาบช้ากว่านั้น แต่แล้วเมื่อใคร่ครวญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งหมดนี้มันอาจจะ ...... เนื่องมาจากความรัก
ความรัก ทำให้ผมเป็นเช่นนี้
อ่อนหวานและอ่อนน้อม เพียงเพราะเธอนับถือวิญญาณบริสุทธิ์ ผมจึงยอมอ่อนข้อให้มันซึ่งแท้แล้วผมชิงชังมันอย่างที่สุด
h
เวลาของการเดินทางใกล้เข้ามาทุกที ผมมักจะบอกกับเธอว่า
บางทีผมอาจจะไปไม่ได้ พี่ไปคนเดี๋ยวได้ไหม
ทำไมล่ะ ได้ไปเที่ยวด้วยน้า .. เดือนตุลาก็ปิดเทอมพอดีได้ไปเที่ยวไกลๆแถมไปฟรีไม่ชอบหรือไง เธอว่าเสียงประจบเหมือนเด็กหลอกล่อให้แม่พาไปซื้อของ ที่ผมพูดไปเช่นนี้เพราะคาดว่าจะเธอจะทำอย่างนี้ ผมอยากเห็นเธอเอียงคอ จ้องมองด้วยลูกตากลมๆ พูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นปนประจบเอาใจ มันคล้ายเธอจะนึกใส่ใจผมเป็นพิเศษขึ้นมาบ้าง
ชอบ ก็อยากไปแต่อนาคตไม่แน่นอนถ้าผมจะไปพี่ก็จะรู้เอง
อะไรกันรับปากกันไว้แล้วนี่นา เธอว่าเสียงอ่อยค้อมศีรษะลงดูน่าสงสาร ผมยกมุมปากขึ้นอาจนับว่าเป็นรอยยิ้มได้แต่ก็ซึมเซาเต็มทน อะไรมันก็ไม่แน่ ผมไม่อยากรับปากทั้งๆที่ทำไม่ได้
เหรอ งั้นก็ไม่เป็นไร เธอยกมุมปากขึ้นบ้างแต่หางคิ้วตกและตาเหมือนจะร้องไห้
เอาน่าพี่ ผมตบไหล่เธอ ไปได้ก็ไป ความจริงผมอยากไปจะตาย นับเป็นคำสัตย์เพียงคำเดียวที่ผมพูดออกมา เป็นใครจะไม่อยากไปบ้าง สองต่อสอง อย่าๆ ๆ คุณอย่าคิดเลยเถิดไปเรื่องไม่รักดีพรรณนั้น ผมเพียงหมายถึงได้เดินทางร่วมกันหลายร้อยกิโลเมตรสองคน อยู่ใกล้กันเพียงสองคน ช่วยเหลือคนที่เรารักเป็นใครไม่อยากทำบ้าง มีแต่ตะกายหาโอกาสกันเท่านั้น นี่เธอเป็นคนยื่นมันมาตรงหน้ามีหรือผมจะไม่รับไว้ แต่ไอ้หมาในปากและปีศาจซาดิสต์ในใจผมนี่สิ ถ้าไม่เห่าออกมาหรือได้แกล้งคนโดยเฉพาะคนที่เราใส่ใจเสียบ้างมันพาลจะลงแดงตายให้ได้ อย่างที่ใครที่ไหนก็ไม่รู้ว่าไว้ เรามักชอบแกล้งคนที่เรารัก
รัก รักหรือนี่ผมใช้คำนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็เพิ่งจะเริ่มชอบอยู่หยกๆ เปลี่ยนเป็นรักเสียแล้ว ตั้งแต่เมื่อใดกัน
หรือตั้งแต่ค่ำวาน !!!!!!!!
ประมาณสี่ทุ่มครึ่งผมไปส่งเธอที่บ้านเช่าในซอยคล่องจิตร มันเป็นทาวน์เฮ้าส์สองชั้นพี่ผิงเช่าร่วมกับพี่ปาเพื่อนสนิทที่ติดตามกันมาเรียนไกลถึงหาดใหญ่ ไฟในบ้านแต่ละหลังสว่างบ้างมืดบ้าง บางหลังก็มีเสียงโทรทัศน์ บางหลังก็มีเสียงทารกร้องไห้ เธอลงรถแล้วแต่ผมยังอ้อยอิ่งไม่อยากเลี้ยวรถออกไปเลย
ขอบใจนะ เธอพูดเหมืนทุกครั้ง
มีไรเหรอ? หรือว่ามีอะไรจะคุยด้วย พี่ผิงทำตาโตเหมือนประหลาดใจ ผมได้แต่ส่ายหน้า
เปล่าหรอกนึกอะไรเพลินๆ
เหรอ..เอ้อ...นึกไรได้เหมือนกัน อย่างเพิ่งกลับนะรอเดี๋ยว เธอวิ่งอ้าวไปไขประตูเข้าบ้าน ผมเลยถือโอกาสเดินตามเข้าไปด้วย พี่ผิงหายขึ้นไปชั้นสอง ส่วนผมลงนั่งเปิดดูโทรทัศน์ ที่ตั้งเป็นประธานอยู่บนลังกระดาษในห้องนั่งเล่น สักพักเธอก็กระโดดลงมาโดยมีบางอย่างซ่อนไว้ด้านหลัง พี่ผิงยิ้มภูมิใจก่อนยื่นปลอกหมอนลายตารางสีชมพูให้
เอ้า ... ให้ เย็บเองเลยน้า...ไม่ค่อยเก่งหรอกนะแต่ก็ใช้ได้
เหรอให้ทำไม เอาก็ได้ ผมหน้าร้อนผ่าวทำอะไรไม่ถูก สวรรค์เล่นตลกอะไรกับผมอีก
พูดเหมือนไม่อยากได้ เธอเอียงคอถามหัวคิ้วขมวดนิดหนึ่ง
ก็ ... ผมพูดไม่ออกได้แต่อึ้งไป
เอาไปเปลี่ยนไอ้หมอนเน่าๆที่ห้อง นอนเน่ามากี่เดือนแล้วล่ะ เธอว่าเราขำออกมาพร้อมกัน
เน่าแต่หอมนะ หอมน้ำลายผมมากเลย
แหวะ .. ยี้
อ้าวไม่รู้อะไรอีกแล้ว อย่างนั้นน่ะสาวๆชอบ ผมแกล้วว่า เธอทำท่าจะอาเจียนบ่นขมุบขมิบ
เน่าจะตาย ดีนะที่ผ้ามันไม่พอ
ผ้าไม่พอ ? ผมทวนประโยคที่ได้ยินไม่ชัดเจนนัก
ฮือ เธอรับคำ
เกี่ยว .. ไร ผมชักงง
อ๋อ ก็...เอ่อ เธอยิ้มอายๆ พี่ซื้อผ้ามากะว่าจะเย็บปลอกหมอนกับปลอกหมอนข้างน่ะ แต่...มันน้อยไปหน่อย เลยได้ปลอกหมอนมาสองใบนี่แหละ ไม่รู้จะให้ใครแต่พอนึกถึงหมอนเน่าๆลูกนั้นเลยตัดสินใจได้
ไม่เอาไว้ใช้เองล่ะ ผมผิดหวังนิดหนึ่งที่ความหวังคาดเคลื่อนไป
ก็มันเหมือนกันเปี๊ยบนี่นา อีกอย่างเราจะได้ฝันถึงกันไง นอนหมอนเหมือนกัน เธอว่าเสียงอ้อนเหมือนเด็กขี้ประจบ แม้ว่าเป็นกิริยากึ่งล้อกึ่งเล่นผมก็อดดีใจไม่ได้ ใครจะนึกรู้ว่าวันหนึ่งจะได้นอนปลอกหมอนผืนเดียวกับนางฟ้าของผม
นางฟ้า ผมนึกละอายใจและเวทนาตัวเองอย่าบอกไม่ถูก ผมกลายเป็นทาสเธอไปแล้วหรือกระทั่งเห็นผู้หญิงที่พยายามจะเรียบร้อยอย่างเธอเป็นนางฟ้า นางฟ้าอะไรกันเถียงคำไม่ตกฟากช่างสงสัยก็ปานนั้น เอาแต่ใจก็ปานนั้น ผมกล่าวออกมาอย่างไม่ละอายใจได้อย่างไรว่า นางฟ้าของผม
โธ่ .. ความรักทำให้คนเป็นไปได้เพียงนี้ น่าละอาย น่าละอาย ........................
|