Gap (ช่องว่างระวังตก)
 
       
 
 

เป็นได้ถึงเพียงนี้

นับจากที่เรานั่งริมสระน้ำวันนั้น อย่างหนึ่งที่ทำให้ผมมั่นใจมากคือความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ผมชอบพี่ผิงแน่แล้วอีกทั้งมันยังรุนแรงมากมายอีกด้วย และอย่างหนึ่งที่ผมไม่รู้แน่แต่พอจะเดาได้คืออนาคตของความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้น หากมันไม่หยุดอยู่ที่การเก็บงำไว้คนเดียวมันก็คงถูกประหารเหมือนนักโทษฉกรรณที่ถูกหาตัวพบ ผมนึกไม่ออกว่าพี่ผิงจะว่าอย่างไร แต่ที่แน่ๆมันคงจบลงที่ความเจ็บปวด

ผ่านพ้นวันนั้นมาสี่เดือนเต็ม เรายังคงมีกิจวัตรเดิมๆ ซึ่งแต่ก่อนมันเป็นเพียงกิจกรรมที่เรา “ ทำบ่อย ” ไม่ใช่ “ ทำประจำ ” เหมือนเดี๋ยวนี้

อาจนับว่าโชคดีได้ที่พี่ปาเพื่อนร่วมบ้านพี่ผิงต้องไปเก็บข้อมูลเพื่อทำวิทยานิพนธ์ที่บ้านเกิดถึงสองเดือนดังนั้นเวลาทั้งหมดจึงเป็นของผม เที่ยงตรงผมไปรับพี่ผิงกินข้าว บ่ายหนึ่งมาส่งที่บ้าน ห้องสมุด คณะ หรือที่ไหนๆแล้วแต่เธอจะบัญชา หนึ่งทุ่มผมไปรับเธอมาเล่นปิงปอง กินข้าวเย็นร่วมกับเพื่อนคนอื่นๆ สี่ทุ่มส่งถึงบ้าน บางครั้งผมก็นั่งต่อจนเที่ยงคืนบางครั้งก็กลับก่อน ผมได้ใกล้เธอมากและมากขึ้น โอกาสเปิดกว้างราวกับมือของใครบางคนจัดวางให้จังหวะเวลามันอำนวยแก่ผมเเพียงคนเดียว ผมมิได้ฉกฉวยทว่ามิได้หลีกหนี มันดำเนินเนิบนาบตามครรลองของมัน

ถึงวันนี้ถามว่าผมรู้สึกอย่างไร มันคล้ายความว่างเปล่าของสุญญากาศ

ไม่ผิดหวัง ไม่สมหวัง

ถ้าอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆผมจะสมหวังสักวันไหมน่ะหรือ ? ผมเองก็ได้แต่หวังลึกๆว่าจะเป็นเช่นนั้น ถ้าหมอนั้นมันไม่โผล่มาเสียก่อน มันเป็นใครมาจากไหน ? มันก็เป็นเพื่อนเก่าพี่ผิง รุ่นพี่มหาวิทยาลัยเดียวกับผม ก่อนเก่าเขาเล่าต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่งสองคนนี้เคยรู้จักมักคุ้นกันจากการลงมาฝึกงานที่หาดใหญ่ของพี่ผิง ผมเคยถามเธอว่า

“ นี่เจ๊ทำไมลงมาฝึกงานไกลจัง ”

“ ก็ถือโอกาสมาเที่ยวไง เคยมาเสียที่ไหนล่ะภาคใต้ ”

“ จริงเร้อ..มาหาหนุ่มๆสิไม่ว่า ”

“ แหวะ...คนใต้มีแต่ดำๆใครจะคิดถ่อลงมาถึงหาดใหญ่ล่ะยะ ”

“ โห...เค้าขาวกว่าตัวเองละกัน ”

“ ก็นั่นน่ะสิ ตอนแรกก็แค่จะมาเที่ยว แต่พอมาถึงหนุ่มใต้ก็หล่อไม่เบาเลยแฮะ ยัยปาคาบไปได้หนึ่งคนเลยล่ะ ”

“ อ้อพี่คนนั้นใช่ไหม ที่ตัวโตๆดำๆน่ะ ”

“ เออๆนั่นล่ะๆ ”

“ แล้วเจ๊ล่ะหาได้กะเขาไหม ”

“ ก็พอจะมีนะ แต่ก็แค่เพื่อนสนิท ”

เธอเล่าต่อว่าคล้ายๆว่าจะชอบพอกัน แต่แล้วก็ไม่ได้ลงเอยอย่างที่ควรจะเป็น ผมเคยเจอหมอนั่นหนหนึ่ง เป็นผู้ชายหน้าขาว พูดน้อยยิ้มเก่ง ท่าทางสุภาพแต่ชอบออกคำสั่ง พี่ผิงกลับมาพูดถึงหมอนั่นอีกครั้งเมื่อต้นปี ตอนนั้นผมยุส่งให้พี่ผิงลุย ตอนนี้นับว่าโชคดีที่พี่ผิงขี้เหนียวค่าโทรศัพท์เลยไม่ได้รุกมากไปกว่าการนั่งนึกคิดเอาเฉยๆ

พี่ผิงมีความแปลกอยู่อย่าง คือเมื่อคิดถึงใครมากๆแล้วนึกอยากโทรหา แต่เพียงแค่คิดจินตนาการว่าจะพูดอะไรกับใครคนนั้นบ้าง หล่อนก็จะรู้สึกเหมือนได้โทรแล้ว ความคิดถึงประดามีที่พร่ำบ่นไปเมื่อครู่จะจางหายไปราวกับได้พูดได้คุยไปแล้วจริงๆ ผมก็ได้แต่ภาวนา สาธุ ..... อย่าคิดถึงผมมากๆอย่างนั้นเลย เอาแต่เพียงน้อยๆ เอาแต่เพียงคิดถึงเพราะมีธุระแล้วโทรหาจริงๆเลยจะดีกว่า แบบนั่งทางในให้หายคิดถึงน่ะเอาไว้ใช้กับคนอื่นเถ้อะ.........

ไม่รู้เป็นอย่างไรผมเป็นฝ่ายกลับมาพูดถึงหมอนั่นอีกครั้ง ยุยงส่งเสริมขึ้นอีกครั้ง เพื่ออะไรกันผมถามตัวเองแต่แล้วก็ตอบไม่ได้

“ พี่ผิง โทรหาพี่โอมหรือยังไม่ลองไม่รู้นะ ” ผมพูดขึ้นในค่ำวันหนึ่งขณะที่เราซ้อนรถกลับมาจากตีปิงปอง

“ โทรสิโทรแต่เอาไว้พรุ่งนี้ก่อน ”

“ ทำไมต้องพรุ่งนี้คิดแล้วต้องโทรเลย ” พูดไปก็อยากถีบปากตัวเอง แต่ตัวไม่อ่อนพอที่จะยกเท้ามากระแทกปาก ปากเลยรอดไป

“ เหรอ ...” เธอทอดเสียงเหมือนคิดตาม

“ เชื่อผมเถอะ ผมเชียร์ใครเป็นสำเร็จทุกราย ” แน่ะปากหนอปากมันน่าตบให้เลือดกลบปาก ติดอยู่ที่สองมือต้องประคองมอเตอร์ไซคล์ไว้เท่านั้น

“ ฮือ .. แต่ความจริงรอสักสองสามเดือนดีกว่าเดี๋ยวพี่โอมก็จะย้ายมาหาดใหญ่แล้ว ไม่น่าเกินปลายเดือนหน้านะ ” เธอว่าน้ำเสียงมีความหวัง ผมหน้าเครียดขึ้นมา ( มันจะย้ายมาหรือนี่ สมน้ำหน้าตัวเอง ) ดีที่เธอนั่งซ้อนท้ายจึงไม่สังเกตเห็น

“ รอไปทำไมลุกก่อนได้ก่อน ” ผมยังทำใจแข็งว่าไปด้วยน้ำเสียงที่แน่ใจว่าเป็นปกติที่สุด

“ เอาน่า โทรตอนนี้เปลือง เอาไว้ก่อนดีกว่านะ รับรองอีกสองเดือนทำแน่ ” เธอผลัดผ่อนราวกับเป็นภาระที่ต้องกระทำให้ โธ่ .. ที่จริงผมไม่ได้อยากให้มันเป็นอย่างนั้น ไม่อยากให้เธอพูดถึง โทรหา แม้กระทั้งคิดถึงก็ยังไม่อยากให้มี

ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ ปากอย่างใจอย่างไปได้อย่างไร ทำร้ายจิตใจตัวเองไปทำไม แต่ทุกวันทุกบ่อยผมก็ยังคงเย้าแหย่ให้เธอทำตาม

จะเป็นไปได้ไหมที่ว่าผมอยากจะบอกให้เธอรู้ ให้เธอเข้าใจว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น ความจริงผมอาจจะอยากพร่ำพูดถึงความรักระหว่างเรา แต่กลับกลายเป็นพูดถึงความรักระหว่างเธอกับเขาไป เธอเองก็ดูว่านอนสอนง่ายเหมือนจงใจแกล้ง บอกให้รักให้ชอบใครก็ทำตามอย่างหน้าระรื่นครื้นเครง ราวกับสนุกไม่กลัวเจ็บไม่กลัวปวด ผมเสียอีกพูดไปแล้วก็มานั่งเจ็บกระดองใจเสียวันละหลายหน แต่แล้วมันก็พูดออกไปอีกจนได้

“ ว่าไงพี่โอม ” ผมเปลี่ยนชื่อให้พี่ผิง

“ บ้า พี่โอมบ้าอะไรเล่า ” เธอทำเป็นอาย

“ แน่ะๆ เขิน เด็กทำน่ะน่ารักคนแก่ทำน่ะ ...........” เว้นไว้เป็นที่เข้าใจ พี่ผิงก็เข้าใจแล้วฟาดผั๊วแรงๆที่กลางหลัง ดี ดีพี่ ! ตีมันแรงๆ ปากดีนักโดนอย่างนี้เสียบ้างก็ดี เจ็บกายดีกว่าเจ็บใจ ไอ้คนไร้ความคิดอย่างผมมันต้องถูกลงโทษให้เจ็บทั้งกายทั้งใจ

เฮ้อ .. ความรักมันเป็นอย่างนี้หนอ เอ๊ะความรัก ผมเรียกมันว่าความรักหรือ ? ผมยังไม่ถึงขั้นรักพี่ผิงนี่นา

คงจะจริงอย่างที่พี่ผิงว่า แม้ไม่ถึงขั้นรักเราก็รู้จัก “ ความรัก ” ได้ แท้จริงแล้ว ชอบ ก็คือความรัก รักก็คือความรักมันคงเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ผมพบมันมาบ่อยครั้ง ผิดหวังมากกว่าสมหวังแต่ไม่เคยหมดหวัง ไม่ได้ลองไหนเลยจะถอยหนี แต่ครั้งนี้เพียงคิดยังไม่กล้า ทำไมหนอ ? เพราะวิญญาณบริสุทธิ์ที่พี่ผิงอ้างว่าพวกเรายึดถืออย่างนั้นหรือ ? ผมละอายต่ออะไรกัน หรือผมละอายต่อมัน

ไม่นี่สำหรับผมแล้วไม่มีวิญญาณบริสุทธิ์ที่ว่า ผมหยาบช้ากว่านั้น แต่แล้วเมื่อใคร่ครวญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งหมดนี้มันอาจจะ ...... เนื่องมาจากความรัก

ความรัก ทำให้ผมเป็นเช่นนี้

อ่อนหวานและอ่อนน้อม เพียงเพราะเธอนับถือวิญญาณบริสุทธิ์ ผมจึงยอมอ่อนข้อให้มันซึ่งแท้แล้วผมชิงชังมันอย่างที่สุด

h

 

 

เวลาของการเดินทางใกล้เข้ามาทุกที ผมมักจะบอกกับเธอว่า

“ บางทีผมอาจจะไปไม่ได้ พี่ไปคนเดี๋ยวได้ไหม ”

“ ทำไมล่ะ ได้ไปเที่ยวด้วยน้า .. เดือนตุลาก็ปิดเทอมพอดีได้ไปเที่ยวไกลๆแถมไปฟรีไม่ชอบหรือไง ” เธอว่าเสียงประจบเหมือนเด็กหลอกล่อให้แม่พาไปซื้อของ ที่ผมพูดไปเช่นนี้เพราะคาดว่าจะเธอจะทำอย่างนี้ ผมอยากเห็นเธอเอียงคอ จ้องมองด้วยลูกตากลมๆ พูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นปนประจบเอาใจ มันคล้ายเธอจะนึกใส่ใจผมเป็นพิเศษขึ้นมาบ้าง

“ ชอบ ก็อยากไปแต่อนาคตไม่แน่นอนถ้าผมจะไปพี่ก็จะรู้เอง ”

“ อะไรกันรับปากกันไว้แล้วนี่นา ” เธอว่าเสียงอ่อยค้อมศีรษะลงดูน่าสงสาร ผมยกมุมปากขึ้นอาจนับว่าเป็นรอยยิ้มได้แต่ก็ซึมเซาเต็มทน “ อะไรมันก็ไม่แน่ ผมไม่อยากรับปากทั้งๆที่ทำไม่ได้ ”

“ เหรอ งั้นก็ไม่เป็นไร ” เธอยกมุมปากขึ้นบ้างแต่หางคิ้วตกและตาเหมือนจะร้องไห้

“ เอาน่าพี่ ” ผมตบไหล่เธอ “ ไปได้ก็ไป ความจริงผมอยากไปจะตาย ” นับเป็นคำสัตย์เพียงคำเดียวที่ผมพูดออกมา เป็นใครจะไม่อยากไปบ้าง สองต่อสอง อย่าๆ ๆ คุณอย่าคิดเลยเถิดไปเรื่องไม่รักดีพรรณนั้น ผมเพียงหมายถึงได้เดินทางร่วมกันหลายร้อยกิโลเมตรสองคน อยู่ใกล้กันเพียงสองคน ช่วยเหลือคนที่เรารักเป็นใครไม่อยากทำบ้าง มีแต่ตะกายหาโอกาสกันเท่านั้น นี่เธอเป็นคนยื่นมันมาตรงหน้ามีหรือผมจะไม่รับไว้ แต่ไอ้หมาในปากและปีศาจซาดิสต์ในใจผมนี่สิ ถ้าไม่เห่าออกมาหรือได้แกล้งคนโดยเฉพาะคนที่เราใส่ใจเสียบ้างมันพาลจะลงแดงตายให้ได้ อย่างที่ใครที่ไหนก็ไม่รู้ว่าไว้ เรามักชอบแกล้งคนที่เรารัก

“ รัก ” รักหรือนี่ผมใช้คำนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็เพิ่งจะเริ่มชอบอยู่หยกๆ เปลี่ยนเป็นรักเสียแล้ว ตั้งแต่เมื่อใดกัน

หรือตั้งแต่ค่ำวาน !!!!!!!!

ประมาณสี่ทุ่มครึ่งผมไปส่งเธอที่บ้านเช่าในซอยคล่องจิตร มันเป็นทาวน์เฮ้าส์สองชั้นพี่ผิงเช่าร่วมกับพี่ปาเพื่อนสนิทที่ติดตามกันมาเรียนไกลถึงหาดใหญ่ ไฟในบ้านแต่ละหลังสว่างบ้างมืดบ้าง บางหลังก็มีเสียงโทรทัศน์ บางหลังก็มีเสียงทารกร้องไห้ เธอลงรถแล้วแต่ผมยังอ้อยอิ่งไม่อยากเลี้ยวรถออกไปเลย

“ ขอบใจนะ ” เธอพูดเหมืนทุกครั้ง

“ มีไรเหรอ? หรือว่ามีอะไรจะคุยด้วย ” พี่ผิงทำตาโตเหมือนประหลาดใจ ผมได้แต่ส่ายหน้า

“ เปล่าหรอกนึกอะไรเพลินๆ ”

“ เหรอ..เอ้อ...นึกไรได้เหมือนกัน อย่างเพิ่งกลับนะรอเดี๋ยว ” เธอวิ่งอ้าวไปไขประตูเข้าบ้าน ผมเลยถือโอกาสเดินตามเข้าไปด้วย พี่ผิงหายขึ้นไปชั้นสอง ส่วนผมลงนั่งเปิดดูโทรทัศน์ ที่ตั้งเป็นประธานอยู่บนลังกระดาษในห้องนั่งเล่น สักพักเธอก็กระโดดลงมาโดยมีบางอย่างซ่อนไว้ด้านหลัง พี่ผิงยิ้มภูมิใจก่อนยื่นปลอกหมอนลายตารางสีชมพูให้

“ เอ้า ... ให้ เย็บเองเลยน้า...ไม่ค่อยเก่งหรอกนะแต่ก็ใช้ได้ ”

“ เหรอให้ทำไม เอาก็ได้ ” ผมหน้าร้อนผ่าวทำอะไรไม่ถูก สวรรค์เล่นตลกอะไรกับผมอีก

“ พูดเหมือนไม่อยากได้ ” เธอเอียงคอถามหัวคิ้วขมวดนิดหนึ่ง

“ ก็ ...” ผมพูดไม่ออกได้แต่อึ้งไป

“ เอาไปเปลี่ยนไอ้หมอนเน่าๆที่ห้อง นอนเน่ามากี่เดือนแล้วล่ะ ” เธอว่าเราขำออกมาพร้อมกัน

“ เน่าแต่หอมนะ หอมน้ำลายผมมากเลย ”

“ แหวะ .. ยี้ ”

“ อ้าวไม่รู้อะไรอีกแล้ว อย่างนั้นน่ะสาวๆชอบ ” ผมแกล้วว่า เธอทำท่าจะอาเจียนบ่นขมุบขมิบ

“ เน่าจะตาย ดีนะที่ผ้ามันไม่พอ ”

“ ผ้าไม่พอ ?” ผมทวนประโยคที่ได้ยินไม่ชัดเจนนัก

“ ฮือ ” เธอรับคำ

“ เกี่ยว .. ไร ” ผมชักงง

“ อ๋อ ก็...เอ่อ ” เธอยิ้มอายๆ ” พี่ซื้อผ้ามากะว่าจะเย็บปลอกหมอนกับปลอกหมอนข้างน่ะ แต่...มันน้อยไปหน่อย เลยได้ปลอกหมอนมาสองใบนี่แหละ ไม่รู้จะให้ใครแต่พอนึกถึงหมอนเน่าๆลูกนั้นเลยตัดสินใจได้ ”

“ ไม่เอาไว้ใช้เองล่ะ ” ผมผิดหวังนิดหนึ่งที่ความหวังคาดเคลื่อนไป

“ ก็มันเหมือนกันเปี๊ยบนี่นา อีกอย่างเราจะได้ฝันถึงกันไง นอนหมอนเหมือนกัน ” เธอว่าเสียงอ้อนเหมือนเด็กขี้ประจบ แม้ว่าเป็นกิริยากึ่งล้อกึ่งเล่นผมก็อดดีใจไม่ได้ ใครจะนึกรู้ว่าวันหนึ่งจะได้นอนปลอกหมอนผืนเดียวกับนางฟ้าของผม

“ นางฟ้า ” ผมนึกละอายใจและเวทนาตัวเองอย่าบอกไม่ถูก ผมกลายเป็นทาสเธอไปแล้วหรือกระทั่งเห็นผู้หญิงที่พยายามจะเรียบร้อยอย่างเธอเป็นนางฟ้า นางฟ้าอะไรกันเถียงคำไม่ตกฟากช่างสงสัยก็ปานนั้น เอาแต่ใจก็ปานนั้น ผมกล่าวออกมาอย่างไม่ละอายใจได้อย่างไรว่า “ นางฟ้าของผม ”

โธ่ .. ความรักทำให้คนเป็นไปได้เพียงนี้ น่าละอาย น่าละอาย ........................